Recent Posts

Pages: [1] 2 3 ... 10
1
ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย) ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของธอส.(GH Bank) ที่ ‘AAA(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ

รายงานข่าวจากบริษัท ฟิทช์ เรทติ้งส์ (ประเทศไทย)จำกัดระบุว่า ฟิทช์ ประกาศคงอันดับเครดิตภายในประเทศระยะยาวของธนาคารอาคารสงเคราะห์ หรือ ธอส.(GH Bank) ที่ ‘AAA(tha)’ และอันดับเครดิตภายในประเทศระยะสั้นที่ ‘F1+(tha)’ โดยมีแนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพ ซึ่งเป็นอันดับเครดิตที่ระดับสูงสุดของอันดับเครดิตภายในประเทศ  โดยพิจารณาจากความคาดหมายของฟิทช์ว่า GH Bank น่าจะได้รับการสนับสนุนเป็นพิเศษนอกเหนือจากการดำเนินงานตามปรกติ (extraordinary support) จากรัฐบาลในกรณีที่มีความจำเป็น

 

GH Bank เป็นธนาคารรัฐ ที่ถูกจัดตั้งขึ้นตามพระราชบัญญัติเฉพาะ ภายใต้พระราชบัญญัติธนาคารอาคารสงเคราะห์ พ.ศ. 2496 และมีบทบาทสำคัญในการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยแก่ผู้มีรายได้น้อยถึงปานกลาง ที่อาจไม่สามารถเข้าถึงแหล่งเงินกู้ยืมเพื่อที่อยู่อาศัยจากระบบธนาคารพาณิชย์ปรกติได้ ธนาคารประสบความสำเร็จในการดำเนินงานตามนโยบายภาครัฐมาด้วยดีอย่างต่อเนื่อง และเป็นผู้ให้บริการสินเชื่อเพื่อที่อยู่อาศัยรายใหญ่สุดในประเทศไทย


GH Bank ยังมีบทบาทในการให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ที่ได้รับผลกระทบจากภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซาในช่วงวิกฤติโควิด ทั้งในรูปแบบของการปรับโครงสร้างหนี้และการผ่อนปรนเงื่อนไขการชำระคืนเงินกู้ ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของธนาคารในฐานะธนาคารรัฐ

 

นอกจากนี้อั นดับเครดิตยังสะท้อนถึงการมีกระทรวงการคลังเป็นผู้ถือหุ้นทั้งหมดของธนาคารและมีอำนาจควบคุมการบริหารงาน แม้ว่าฟิทช์จะเชื่อว่า ธนาคารจะได้รับการสนับสนุนช่วยเหลือจากรัฐบาลอย่างทันท่วงทีในกรณีที่มีเหตุจำเป็น แต่ที่ผ่านมาธนาคารยังไม่ได้มีความจำเป็นที่จะต้องขอรับความช่วยเหลือจากรัฐบาล เนื่องจากธนาคารมีผลการดำเนินงานทางการเงินที่ค่อนข้างดี เงินกองทุนชั้นที่ 1 อยู่ที่ 14.3% ณ สิ้นครึ่งปีแรกของปี 2564

แนวโน้มอันดับเครดิตมีเสถียรภาพของธนาคาร สะท้อนถึงความคาดหวังของฟิทช์ว่า โอกาสที่รัฐบาลจะให้การสนับสนุนแก่ธนาคารไม่น่าจะมีการเปลี่ยนแปลงในระยะปานกลาง

 

ปัจจัยที่อาจส่งผลกระทบเชิงลบหรือส่งผลให้เกิดการปรับลดอันดับเครดิต คือ การปรับลดลงของโอกาสที่รัฐบาลจะให้การช่วยเหลือสนับสนุนแก่ GH Bank เช่น กรณีที่มีการเปลี่ยนแปลงสถานะทางกฎหมายของธนาคาร ซึ่งมีสถานะเป็นธนาคารรัฐหรือการลดสัดส่วนการถือหุ้นของกระทรวงการคลังลงอย่างมีนัยสำคัญ อาจนำไปสู่การปรับลดอันดับเครดิตภายในประเทศของ GH Bank ได้

 

ทั้งนี้การปรับอันดับเครดิตพิจารณาเปรียบเทียบกับอันดับเครดิตของสถาบันการเงินไทยรายอื่นที่ได้รับการจัดอันดับเครดิตภายในประเทศด้วย อย่างไรก็ตาม ฟิทช์เชื่อว่า เหตุการณ์ดังกล่าวไม่น่าจะเกิดขึ้นในระยะปานกลาง และอันดับเครดิตภายในประเทศของ GH Bank ไม่มีโอกาสที่จะได้รับการปรับเพิ่ม เนื่องจากอันดับเครดิตภายในประเทศของธนาคารเป็นอันดับเครดิตที่อยู่ในระดับสูงสุด และเป็นอันดับเครดิตที่มีความเชื่อมโยงกับโครงสร้างเครดิตของประเทศไทย
2
นายกอบสิทธิ์ ศิลปชัย ผู้บริหารงานวิจัยเศรษฐกิจและตลาดทุน ธนาคารกสิกรไทย (KBANK) กล่าวว่า ธนาคารกสิกรไทยยังคงประมาณการเศรษฐกิจไทยปี 64 ที่ -0.5% โดยมองว่าแม้จะมีการผ่อนคลายล็อกดาวน์ และเปิดประเทศในวันที่ 1 พฤศจิกายนนี้ แต่ปริมาณนักท่องเที่ยวน่าจะไม่ได้มากขึ้นอย่างทันท่วงทีในระยะ 2 เดือนที่เหลืออยู่ของปีนี้ จึงไม่น่าจะมีผลหนุนต่อจีดีพีโดยรวมมากนัก ขณะที่ภาคการส่งออกเริ่มชะลอตัวอย่างเห็นได้ชัดขึ้น ซึ่งส่วนหนึ่งอาจจะเป็นผลมาจากฐานที่สูงขึ้น แต่ปัจจัยด้านอัตราค่าขนส่งที่สูงขึ้นยังเป็นอุปสรรค รวมถึงความกังวลในเรื่องอัตราการเติบโตของโลกที่อาจจะเติบโตไม่ได้ตามที่คาดการณ์ไว้จากเงินเฟ้อที่สูงขึ้นอาจจะทำให้การปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยของธนาคารกลางเร็วขึ้น เป็นต้น จึงทำให้แนวโน้มเศรษฐกิจในช่วงที่เหลือของปีแม้จะดูผ่อนคลายขึ้นแต่ยังมีความเสี่ยงสูงอยู่เช่นกัน

"เรามองว่าจีดีพีไตรมาส 3 ซึ่งเป็นไตรมาสได้รับผลกระทบมากที่สุดจะติดลบ 4.9% จากไตรมาสก่อนหน้า และติดลบ 3.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน และในไตรมาส 4 ปรับตัวดีขึ้นมาเป็นบวก 2.1% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังติดลบ 2.5% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ดังนั้น จึงมองว่าแม้การเปิดเมืองจะเกิดขึ้น แต่จำนวนนักท่องเที่ยวอาจจะยังไม่มากนัก โดยจากการสำรวจปัจจัยนักท่องเที่ยวคำนึงในการเดินทางมานั้นจะอยู่ที่ตัวเลขการฉีดวัคซีนซึ่งไทยยังอยู่ในระดับ 31-32% และแนวทางการดูแลหากมีการติดเชื้อเกิดขึ้นซึ่งอันนี้ยังไม่มีความชัดเจน ดังนั้น การเปิดรับนักท่องเที่ยวจึงยังมีรายละเอียดที่ต้องดูแลอีกพอสมควร เชื่อว่าจะเห็นผลที่ชัดเจนขึ้นในปีหน้า"

สำหรับแนวโน้มค่าเงินบาท ธนาคารกสิกรไทยยังคงมอง ณ สิ้นปีที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ โดยมองว่าในช่วงปลายปีเงินบาทน่าจะมีแนวโน้มแข็งค่าขึ้นเนื่องจากเป็นช่วงเทศกาลวันหยุดยาวทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่จะมีการปิดสถานะการถือครองที่มีกำไรอยู่แล้วก่อนที่หยุดพัก รวมถึงในช่วงต้นเดือนหน้าจะมีการประชุมของเฟดซึ่งหากมีความชัดเจนในการลดวงเงินการซื้อสินทรัพย์ที่ชัดเจนขึ้น รวมถึงประเด็นอื่นๆ ที่นักลงทุนสนใจอยู่ อาจจะทำให้มีการลดการถือเงินดอลลาร์สหรัฐลงเมื่อตลาดคลายความกังวล

"การเก็งกำไรค่าเงินบาทนั้น จุดเริ่มต้นมาจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดซึ่งเป็นตัวแปรเดิมๆ เหมือนกับครั้งก่อนที่เขาเข้ามาเล่น แต่ในคราวนี้มีการขาดดุลงบประมาณด้วย ถือเป็นขาดดุลแฝด ขณะที่การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยมีความต่อเนื่อง และยังไม่มีท่าทีจะดีขึ้น ทำให้การเข้ามาเก็งกำไรเริ่มหนักแน่นขึ้น แต่คาดว่าในช่วงสิ้นปีนี้ที่นักลงทุนในกลุ่มประเทศที่พัฒนาแล้วน่าจะมีวันหยุดยาว จึงน่าจะปิดสถานะที่เป็นกำไรอยู่แล้วก่อนถึงเทศกาลพักผ่อน รวมถึงในการประชุมเฟดต้นเดือนหน้าหากมีความชัดเจนกรณีการทำ QE น่าจะทำให้ตลาดคลายกังวลและลดการถือดอลลาร์สหรัฐลง โดยมองว่ากรอบเงินบาทในช่วงที่เหลือของปีที่ 32.40-34.00 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐน่าจะเป็นการเคลื่อนไหวที่ธนาคารแห่งประเทศไทยรับได้ อย่างไรก็ตาม หากภาคการท่องเที่ยวเรากลับมาดีขึ้น อัตราการขนส่งระหว่างประเทศกลับเข้าสู่ภาวะปกติ จะทำให้ดุลบัญชีเดินสะพัดกลับเข้าสู่ภาวะเกินดุลได้ จะทำให้การเข้ามาเก็งกำไรลดลงไปสู่ภาวะปกติ"
5
มติที่ประชุมครม.ล่าสุด เห็นชอบแนวทางการจัดทำและปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 เน้น ชะลอ-ยกเลิกโครงการที่ไม่จำเป็น

วันที่ 19 ตุลาคม 2564 น.ส.ไตรศุลี  ไตรสรณกุล รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี กล่าวว่า คณะรัฐมนตรี(ครม.)เห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 และปฏิทินงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566  โดยแนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 ดังนี้ 

 

วันที่ 19 ตุลาคม 2564

ครม.ให้ความเห็นชอบแนวทางการจัดทำงบประมาณ 2566
 

วันที่ 22-24 ธันวาคม 2564

กระทรวงการคลัง สำนักงบประมาณ สำนักงานสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ(สศช.) และธนาคารแห่งประเทศไทย(ธปท.) ร่วมกันพิจารณาประมาณการรายได้ กำหนดนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่าย และโครงสร้างงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ2566 และนำเสนอครม.
 

วันที่ 4 มกราคม 2565

ครม.พิจารณาให้ความเห็นชอบนโยบาย วงเงินงบประมาณรายจ่ายและโครงสร้าง งบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 
 

วันที่ 1-2 มิถุนายน 2565  

สภาผู้แทนราษฎรพิจารณาร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 วาระที่ 1 เป็นต้น

นางสาวไตรศุลี กล่าวอีกว่า แนวทางการจัดทำงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ 2566 จะดำเนินการให้สอดคล้องกับยุทธศาสตร์ชาติ แผนแม่บทภายใต้ยุทธศาสตร์ชาติ แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ นโยบายและแผนระดับชาติว่าด้วยความมั่นคงแห่งชาติ แผนการปฏิรูปประเทศ(ฉบับปรับปรุง) แผนปฏิบัติราชการของกระทรวง เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืน นโยบายสำคัญของรัฐบาล

รวมทั้งน้อมนำหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงมาเป็นแนวทางในการจัดสรรงบประมาณ โดยคำนึงถึงความจำเป็นและภารกิจของหน่วยรับงบประมาณ ความต้องการในพื้นที่และแผนพัฒนาพื้นที่ตามความต้องการของประชาชนเพื่อให้เกิดประสิทธิภาพ ความคุ้มค่าในการใช้จ่ายงบประมาณและผลสัมฤทธิ์ในการบริหารจัดการภาครัฐ

ขณะเดียวกันการจัดทำงบประมาณรายจ่ายจะดำเนินการให้สอดคล้องกับสถานการณ์การระบาดของโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019(โควิด-19) โดยให้ความสำคัญกับการแก้ไขปัญหา บรรเทา หรือแก้ไขผลกระทบทางเศรษฐกิจและสังคมจากการแพร่ระบาดของโรคโควิด-19  และให้ความสำคัญกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น(อปท.) เพิ่มศักยภาพการถ่ายโอนภารกิจการจัดบริการสาธารณะ ลดความเหลื่อมล้ำ รวมทั้งพัฒนาประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ และประสิทธิผลการใช้จ่ายของ อปท.

รวมทั้งเพิ่มประสิทธิภาพการจัดทำงบประมาณให้ครอบคลุมทุกแหล่งเงิน โดยให้หน่วยรับงบประมาณพิจารณานำเงินนอกงบประมาณหรือเงินสะสมคงเหลือมาใช้ดำเนินภารกิจของหน่วยงานเป็นลำดับแรก ควบคู่ไปกับการพิจารณาทบทวนเพื่อชะลอ ปรับลด หรือยกเลิก การดำเนินโครงการที่มีความสำคัญในระดับต่ำหรือหมดความจำเป็น พิจารณาถึงความพร้อม หรือขีดความสามารถในการใช้จ่ายงบประมาณ และนำความสำเร็จในการปฏิบัติงานและผลการใช้จ่ายงบประมาณในปี 2564 และ2565 มาประกอบการพิจารณาจัดสรรงบประมาณให้สอดคล้องกับศักยภาพการดำเนินงานของหน่วยรับงบประมาณ
6
โพรไบโอติกส์ แก้ปัญหาท้องเสีย ท้องผูก ช่วยปรับสมดุลลำไส้
Khan’s Morning Pro-8 โพรไบโอติกส์ นำเข้าจากเกาหลี ปรับสมดุลลำไส้ เพื่อสุขภาพที่ดีอย่างยั่งยืนด้วย Synbiobic ที่มีส่วนผสมของทั้ง Probiobics (จุลินทรีย์ที่ดี) และ Prebiobics (ใยอาหาร) รวมจุลินทรีย์ดีมากถึง 8 สายพันธุ์ มีเทคโนโลยี SP Complex Coating (ลิขสิทธ์เฉพาะของ Khan’s Morning เท่านั้น)ปกป้องจุลินทรีย์ดีให้มีชีวิตรอดจนถึงลำไส้ส่วนปลาย 

Khan’s Morning Pro-8 โพรไบโอติกส์ ก่อนนอนยกเดียวจบ เพื่อวันที่ใช่สำหรับคุณ
✔️ ช่วยปรับสมดุลลำไส้ แก้ปัญหาการขับถ่าย อาทิ ท้องเสีย หรือท้องผูก
✔️ ช่วยลดปัญหาผิวอักเสบ
✔️ ช่วยคลายความเครียด
✔️ เสริมสร้างภูมิคุ้มกันให้กับร่างกาย
✔️ เสริมสร้างฮอร์โมนที่ช่วยควบคุมน้ำหนักตัว

ประโยชน์ของ Khan's Morning
- เทคโนโลยี SP COMPLEX COATING
ช่วยเสริมเกราะป้องกันให้จุลินทรีย์ดีให้มีชีวิตเหลือรอดไปจนถึงลำไส้ส่วนปลาย ในปริมาณที่มากขึ้น

- มี PROBIOTICS ถึง 8 สายพันธุ์
พร้อม Prebiotics อีก 2 สายพันธุ์ ชนิด GOS และ FOS เสริมด้วยวิตามิน B และ C ครบ จบในซองเดียว

⭐️⭐️หากท่านใดที่กำลังมีปัญหาเรื่องลำไส้ ท้องเสีย ท้องผูก สามารถสั่งซื้อผลิตภัณฑ์ได้ที่⭐️⭐️
Website :  https://khans-morning.com/
เฟสบุ๊ค : https://www.facebook.com/khansmorning.TH




 
8
“อาคม” เผย ครม. อนุมัติ 5.4 หมื่นล้าน อัดเงินเพิ่ม 4 โครงการกระตุ้นเศรษฐกิจรับเปิดประเทศ เริ่มเติมเงิน 1 พ.ย. นี้ หวังดันจีดีพีโตไม่ต่ำกว่า 1.3% พร้อมพิจารณาเพิ่ม “ของขวัญปีใหม่” สิ้นปีนี้

นายอาคม เติมพิทยาไพสิฐ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่าที่ประชุมคณะรัฐมนตรีได้อนุมัติเพิ่มวงเงินโครงการลดภาระค่าครองชีพและฟื้นฟูเศรษฐกิจ เพื่อกระตุ้นการใช้จ่ายช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2564 ซึ่งเป็นช่วงเปิดประเทศ ซึ่งจะใช้วงเงินทั้งหมด 54,000 ล้านบาท โดยเป็นเงินจาก พ.ร.ก.กู้เงิน 5 แสนล้านบาท คาดหวังว่าเม็ดเงินดังกล่าวจะทำให้เศรษฐกิจปลายปีกลับมาคึกคัก และทำให้เศรษฐกิจขยายตัวไม่ต่ำกว่าที่คาดการณ์ไว้ที่ 1.3% โดย สศค. จะมีการทบทวนประมาณการณ์เศรษฐกิจใหม่ช่วงปลายเดือนตุลาคมนี้ ทั้งนี้ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุด้วยว่า สำหรับมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจที่ ครม. อนุมัติวันนี้ จะยังไม่รวมกับของขวัญปีใหม่ ซึ่งกระทรวงคลังอยู่ระหว่างพิจารณา แต่ยืนยันว่าจะมีออกมาเพิ่มเติมอย่างแน่นอน

 

“คนละครึ่งประชาชนจะได้เงินทั้งหมด 4,500 บาท สามารถใช้จ่ายได้จนถึงสิ้นปี ซึ่งเป็นไปตามคำร้องขอของภาคเอกชนที่ต้องการให้เติมเงินในโครงการคนละครึ่ง และร้านค้าก็ต้องการให้มีการจับจ่ายใช้สอยผ่านโครงการคนละครึ่ง เพราะช่วยเพิ่มยอดขายได้ดี ซึ่งผู้ที่ยังไม่ได้สมัคร ก็ยังสามารถสมัครได้ เพราะยังเหลืออีก 2 แสนสิทธิ โดยหากสมัครหลังวันที่ 1 พ.ย. 64 ก็จะได้รับเงินรวดเดียว 4,500 บาท” นายอาคม กล่าว 


สำหรับการเพิ่มวงเงินสนับสนุน 4 โครงการ ดังนี้

1.โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้มีบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ระยะที่ 3 จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือนเป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้มีบัตรฯ จำนวนไม่เกิน 13,537,294 คน

2. โครงการเพิ่มกำลังซื้อให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ เพิ่มวงเงินค่าซื้อสินค้าจากร้านธงฟ้าฯ และค่าซื้อสินค้าหรือค่าบริการจากร้านค้าหรือผู้ให้บริการที่เข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติม จำนวน 300 บาทต่อคนต่อเดือน เป็นระยะเวลา 2 เดือน ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (รวม 600 บาทต่อคน) ให้แก่ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือฯ จำนวนไม่เกิน 2,306,469 คน

3. โครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 เพิ่มเติมวงเงินสนับสนุนรัฐร่วมจ่าย รอบที่ 3 จำนวน 1,500 บาทต่อคน ในเดือนพฤศจิกายนถึงเดือนธันวาคม 2564 (โดยนำไปรวมกับวงเงินคงเหลือจากรอบที่ 1 และ 2 ของโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 โดยอัตโนมัติ) ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 จำนวนไม่เกิน 28,000,000 คน

 

4. โครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ เพิ่มวงเงินสนับสนุนบัตรกำนัลอิเล็กทรอนิกส์ (e-Voucher) ของรัฐ จำนวน 3,000 บาทต่อคน ให้แก่ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ จำนวนไม่เกิน 1,000,000 คน โดยมีผลกับวงเงินใช้จ่ายที่จะนำมาคำนวณสิทธิ e-Voucher ตั้งแต่วันที่ 1 ถึงวันที่ 30 พฤศจิกายน 2564 ทำให้ผู้ได้รับสิทธิโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้จะได้รับสิทธิ e-Voucher รวมทั้งสิ้นไม่เกิน 10,000 บาทต่อคน ตลอดระยะเวลาโครงการ และสามารถใช้จ่าย e-Voucher ได้ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564

 

ทั้งนี้ ประชาชนสามารถใช้จ่ายในโครงการต่าง ๆ ได้จนถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2564 สำหรับประชาชนที่สนใจเข้าร่วมโครงการคนละครึ่ง ระยะที่ 3 ยังสามารถลงทะเบียนอย่างต่อเนื่องได้ตั้งแต่เวลา 06.00 – 22.00 น. ของทุกวัน ผ่านเว็บไซต์ www.คนละครึ่ง.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 28 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิเหลือกว่า 2 แสนสิทธิ สำหรับโครงการยิ่งใช้ยิ่งได้ สามารถลงทะเบียนผ่านเว็บไซต์ www.ยิ่งใช้ยิ่งได้.com หรือผ่าน g-Wallet บนแอปพลิเคชัน “เป๋าตัง” จนกว่าจะครบ 1 ล้านสิทธิ ซึ่งยังมีสิทธิคงเหลือกว่า 5.2 แสนสิทธิ
9
อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทยังผันผวนระยะสั้นมองกรอบวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์  หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยดีขึ้นต่อเนื่อง เราเชื่อว่าจะเห็นนักลงทุนต่างชาติทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยและช่วยให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้ง

อัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินบาทเปิดเช้านี้ ที่ระดับ  33.37 บาทต่อดอลลาร์ “อ่อนค่า”ลงจากระดับปิดวันก่อนหน้า ที่ระดับ  33.30 บาทต่อดอลลาร์

 

นายพูน  พานิชพิบูลย์  นักกลยุทธ์ตลาดเงินตลาดทุน  ธนาคารกรุงไทยระบุแนวโน้มค่าเงินบาท เรามองว่า ในระยะสั้นเงินบาทยังมีทิศทางผันผวนจากทิศทางของเงินดอลลาร์ การเก็งกำไรทองคำ รวมถึงฟันด์โฟลว์ของนักลงทุนต่างชาติ โดยเราคงมองว่า ภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดยังสามารถกดดันให้เงินดอลลาร์อ่อนค่าลงได้ อย่างไรก็ดี เราเริ่มเห็นการขายทำกำไรธีม Reopening จากนักลงทุนต่างชาติ ดังจะเห็นได้จากแรงขายหุ้นไทยสุทธิราว 1.6 พันล้านบาท ในวันก่อน ซึ่งทิศทางฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติ อาจกดดันให้เงินบาทผันผวนได้ในระยะสั้น อย่างไรก็ดี หากการฟื้นตัวเศรษฐกิจไทยดีขึ้นต่อเนื่อง เราเชื่อว่าจะเห็นนักลงทุนต่างชาติทยอยเพิ่มน้ำหนักการลงทุนในหุ้นไทยและช่วยให้เงินบาทกลับมาแข็งค่าได้อีกครั้ง

 

นอกจากนี้ โฟลว์ธุรกรรมการเก็งกำไรทองคำก็เป็นอีกปัจจัยที่ส่งผลต่อเงินบาทได้เช่นกัน โดยเชื่อว่าผู้เล่นในตลาดทองคำ ต่างรอทยอยเข้ามาซื้อทองคำในแนวรับช่วง 1,760-1,770 ดอลลาร์ต่อออนซ์ และรอทยอยขายทำกำไร หากเห็นราคาทองคำปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1,800 จุด (ซื้อทองคำในสกุลเงินดอลลาร์ จะกดดันให้เงินบาทอ่อนค่าลงได้ กลับกันการขายทำกำไรทองคำ ก็มีส่วนช่วยหนุนให้เงินบาทแข็งค่าขึ้น)

 

อนึ่ง เราคงมองว่า แนวต้านสำคัญของเงินบาทยังอยู่ในโซน 33.50-33.60 บาทต่อดอลลาร์ ซึ่งเป็นระดับที่ผู้ส่งออกบางส่วนต่างรอขายเงินดอลลาร์อยู่ ส่วนผู้นำเข้าบางส่วนก็รอทยอยเข้าซื้อเงินดอลลาร์ หากเงินบาทแข็งค่าขึ้น ทำให้ เงินบาทยังมีแนวรับสำคัญที่โซน 33.10-33.20 บาทต่อดอลลาร์

 

มองกรอบเงินบาทวันนี้ คาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 33.30-33.50 บาท/ดอลลาร์ 

 


ผู้เล่นในตลาดการเงินโดยรวมกล้าเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้น ท่ามกลางรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ทยอยออกมาดีกว่าคาด พร้อมกับให้มุมมองแนวโน้มผลประกอบการที่ยังเติบโตได้สดใส นอกจากนี้ ผู้เล่นในตลาดก็เริ่มคลายกังวลปัญหาเงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น รวมถึงแนวโน้มการเกิดภาวะ Stagflation ซึ่งภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดได้หนุนให้ ในฝั่งสหรัฐฯ ดัชนี S&P500 ปิดตลาด +0.74% เช่นเดียวกับดัชนี หุ้นเทคฯ Nasdaq ที่ปรับตัวขึ้นกว่า +0.71% เราคาดว่ารายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ผู้เล่นในตลาดจับตามองและมีผลต่อทิศทางของตลาดหุ้นสหรัฐฯ ในระยะสั้นนี้

 

ส่วนทางด้านตลาดหุ้นยุโรป ดัชนี STOXX50 รีบาวด์กลับขึ้นมาราว +0.37% หนุนโดยรายงานผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนที่ออกมาดีเช่นกัน นำโดยหุ้นในกลุ่มพลังงาน อาทิ Enel +2.5% รวมถึงหุ้นเทคฯ อย่าง Adyen +2.2%, ASML +1.2%

 

ในฝั่งตลาดบอนด์ แนวโน้มตลาดทยอยเปิดรับรับความเสี่ยงมากขึ้น ได้หนุนให้บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นกว่า 7bps สู่ระดับ 1.65% ซึ่ง เราคงมองว่า บอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ รวมถึง บอนด์ยีลด์ระยะยาวทั่วโลก ยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อได้ ตามทิศทางของนโยบายการเงินของบรรดาธนาคารกลางหลักที่จะเริ่มมีความเข้มงวดมากขึ้น

อาทิ การทยอยคิวอี และคาดว่า ผู้เล่นในตลาดจะจับตาถ้อยแถลงของบรรดาเจ้าหน้าเฟดรวมถึงประธานเฟดในสัปดาห์นี้ เพื่อวิเคราะห์แนวโน้มการใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดของเฟด อย่างไรก็ดี หากบอนด์ยีลด์ 10ปี สหรัฐฯ ปรับตัวขึ้นใกล้ระดับ 1.70%-1.75% ซึ่งเป็นระดับสูงที่สุดในปีนี้ เราคาดว่าอาจเห็นผู้เล่นบางส่วนทยอยเข้ามาซื้อบอนด์ระยะยาวที่ระดับดังกล่าว ทำให้บอนด์ยีลด์อาจแกว่งตัวในกรอบไม่เกิน 1.75% จนกว่าจะมีปัจจัยใหม่ๆ เข้ามาหนุนการปรับตัวขึ้นของบอนด์ยีลด์


ทางด้านตลาดค่าเงิน ดัชนีเงินดอลลาร์ (DXY Index) รีบาวด์ขึ้นมาเล็กน้อยสู่ระดับ 93.80 จุด หลังจากที่อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่องในช่วงวันที่ผ่านมาจนแตะระดับ 93.50 จุด ตามภาวะเปิดรับความเสี่ยงมากขึ้นของตลาด รวมถึง มุมมองของผู้เล่นในตลาดที่คาดว่า ธนาคารกลางอื่นๆ อาจทยอยขึ้นดอกเบี้ยได้เร็วและมากกว่าเฟด ซึ่งเราคาดว่า ปัจจัยดังกล่าว รวมถึงภาวะเปิดรับความเสี่ยงของตลาดจะยังคงกดดันให้ เงินดอลลาร์มีแนวโน้มอ่อนค่าลงได้ แต่เงินดอลลาร์อาจไม่อ่อนค่าไปมาก หากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจในฝั่งสหรัฐฯ โดยรวมยังออกมาแข็งแกร่งกว่าข้อมูลเศรษฐกิจในภูมิภาคอื่นๆ

 

สำหรับวันนี้ ตลาดจะติดตามทิศทางของเงินเฟ้อในฝั่งยุโรป ท่ามกลางปัญหาด้าน Supply Chain ที่หนุนราคาต้นทุนสินค้า รวมถึง ราคาสินค้าพลังงานที่ปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง โดยในฝั่งอังกฤษ ตลาดมองว่า อัตราเงินเฟ้อทั่วไป (CPI) เดือนกันยายน จะอยู่ในระดับสูงที่ 3.2% ซึ่งอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับสูงนานกว่าคาด อาจกดดันให้ธนาคารกลางอังกฤษ (BOE) ทยอยใช้นโยบายการเงินที่เข้มงวดมากขึ้นได้ โดยล่าสุดผู้เล่นในตลาดต่างประเมินว่า BOE อาจขึ้นดอกเบี้ยได้ถึง 2 ครั้ง ภายในปีนี้ เช่นเดียวกับในฝั่งยูโรโซน อัตราเงินเฟ้อทั่วไปจะยังอยู่ที่ระดับ 3.4% ซึ่งอาจหนุนการทยอยลดคิวอีของธนาคารกลางยุโรป (ECB) ในปีนี้เช่นกัน

 

นอกจากนี้ในฝั่งเอเชีย ตลาดมองว่า การชะลอตัวหนักของเศรษฐกิจจีนชี้ว่าทางการจีนอาจใช้นโยบายการเงินที่ผ่อนคลายมากขึ้นและใช้การกระตุ้นเศรษฐกิจการคลังเพื่อช่วยพยุงการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ โดยธนาคารกลางจีน (PBOC) จะคงอัตราดอกเบี้ยอ้างอิง (LPR) ที่ระดับ 3.85% และ 4.65% สำหรับ LPR อายุ 1 ปี และ 5 ปี ตามลำดับ

 

และนอกเหนือจากรายงานข้อมูลเศรษฐกิจดังกล่าว ตลาดจะติดตามรายงานผลประกอบการของบรรดาบริษัทจดทะเบียน อาทิ Tesla ที่จะประกาศงบการเงินในช่วงหลังตลาดปิดทำการ ซึ่งถ้าหากงบของบรรดาบริษัทจดทะเบียนต่างออกมาดีกว่าคาดและแนวโน้มจะเติบโตได้ในอนาคตก็จะช่วยให้ตลาดทยอยเปิดรับความเสี่ยงต่อได้
Pages: [1] 2 3 ... 10